LULLABY ❤* View my profile

{♥ SF} "BLACK DAHLIA" taokacha . {end}

posted on 28 Jan 2012 22:38 by alias-me

 

 
 
Photobucket
 
 

 Black Dahlia

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

COUPLE: TAO x KACHA
GENRE: Alternate Universe, Romantic
BG MUSIC: NOTHING BETTER – KIM JONGHYUN
NOTE: characters, places and incidents are the work of imagination na ka : )

 

 

 

 

 

 

แม้ว่าบางอย่างที่เคยเป็นความเคยชินจะหายไป



ทว่าเราก็จะนึกถึงมันอยู่เสมอ





คชาเบนสายตาไปมองกระถางดอกไม้ที่ถูกตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ดอกไม้ดอกเล็กไหวลู่ไปตามแรงลม ท้องฟ้าสีสวยสดตอนนี้ถูกความมืดกลืนกินที่ละน้อย ทีละน้อย คชาชอบเวลาที่ฝนตก เขาชอบเวลาที่ได้ยื่นมือออกไปสัมผัสหยดน้ำฝน แต่คชาไม่เคยเวลาที่ท้องฟ้ามืดครึ้มก่อนที่ฝนจะตกเลย



เพราะไม่ว่ามองครั้งใด...มันด็ดูเศร้าเกินทน




เปียโนถูกตั้งไว้ใกล้ๆกับหน้าต่างลายสวยงามนั่นเช่นกัน



เปียโนที่คชาตัดสินใจไปยกมันมาจากห้องเก็บของ



และคชาก็ยังนึกหวัง...ว่าใครบางคนจะกลับมาบรรเลงมันให้เขาฟังอีกซักครั้ง





“เฟรม!” คชาเปล่งเสียเรียกน้องชายที่ไม่รู้ว่ามัวแต่ไปเล่นซนอยู่ที่ไหนทั้งๆที่ฝนใกล้จะตกแบบนี้ ขาทั้งสองข้างขยับพาตัวเองวิ่งออกมานอกโบสถ์ ฝ่าเท้าทั้งสองข้างเหยียบย่ำผืนหญ้าที่เขียวสด ลมแรงเสียใจคชาคิดว่าตัวเองอาจจะต้านแรงลมนี้ไม่ไหว





“เฟรม อยู่ไหนน่ะ? อ๊ะ....” ปลายเท้าที่เมื่อครู่ขยับออกไปข้างหน้ากลายเป็นขยับถอยหลังไปในที่สุด เมื่อวิ่งไปปะทะร่างของใครบางคนเข้า ดวงตาคู่สวยสำรวจร่างของคนตรงหน้าเพียงชั่วครู่ แล้วก็ตระหนักได้ว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนที่ตัวเองคุ้นเคย อย่างน้อยคชาก็จำได้ว่าตัวเองไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า




“คุณ..?”




“หมู่นี้น่ะ...มีคนแปลกหน้ามาเพ่นพ่านอยู่แถวนี้บางหรือเปล่า? บังเอิญว่าฉันกำลังตามหาคน” แว่นกันตาสีชาที่ปกปิดดวงตาอยู่ไม่สามารถทำให้คชาเดาสีหน้าและแววตาของเจ้าของประโยคได้เลย เพียงแต่รู้ว่ามันเย็นเหยียบและทำให้หัวใจของเขาหวาดกลัวได้




“ผม....ไม่....ผมไม่เห็น” คชาเปล่งเสียงออกไปอยากยากลำบาก คชารับรู้ดีว่าดวงตาของคู่สนทนากำลังจ้องมองมาที่เขา




“แต่ฉัน...ช่างเถอะ ยังไงซะฉันก็ต้องหามันให้เจอ” 




สายลมพัดผ่านมาวูบใหญ่และคล้ายว่าจะหอบความน่ากลัวมากมายมหาศาลเข้ามาในใจของคชาด้วย แผ่นหลังของคนแปลกหน้าที่ค่อยๆห่างออกไป คชาแน่ใจว่าตัวเองเห็นปืนซุกซ่อนอยู่ด้านในของเสื้อยามที่สายลมพัดมาจนชายเสื้อของอีกคนปลิวไสว



มันแตกต่างกัน...



มันแตกต่างจากยามที่คชาเห็นเต๋าถือปืนโดนสิ้นเชิง



เวลานั้น...คชาไม่ได้หวาดกลัวเต๋าเลยแม้แต่น้อย




คชาย่ำฝ่าเท้าไปบนผืนหญ้าอีกครั้ง ลืมเสียสนิทว่าตัวเองวิ่งออกมาเพื่อทำอะไร ประโยคใจความที่ได้คุยกับเต๋าดังอยู่ก้องหู ราวกับเครื่องเล่นที่กำลังเล่นเพลงเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา เวลานี้จะมีอันตรายหรือเปล่า...จะเป็นอะไรไหม และตอนนี้เต๋ากำลังยืนอยู่ที่ส่วนไหนบนโลกใบนี้?



ความคิดทุกอย่างของคชาสะดุดลงเมื่อมือมือคู่หนึงเอื้อมมาจับแขนเขาไว้ ร่างบอบบางถูกดึงและผลักเบาๆจนแผ่นหลังสัมผัสกับผนังของโบสถ์ เพราะหัวใจเพิ่งตกอยู่ในความหวาดกลัว ชั่วขณะหนึ่งคชากำลังจะเปล่งเสียงตะโกนออกไป แต่อะไรบางอย่างทำให้คชาหยุดเสียงนั่นไว้ได้ทัน



ฝ่ามือที่คุ้นเคย


ฝ่ามือคู่ที่รู้สึกคุ้นเคย




“เต๋า เต๋า เต๋า” เป็นครั้งแรกที่คชาเปล่งเสียงเรียกชื่อนี้ออกมา คชาพูดมันออกมาซ้ำราวกับกลัวว่าถ้าตัวเองหยุดพูดไปในเพียงชั่ววินาทีคนตรงหน้าจะหายไป ราวกับเป็นการขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ร่างของเจ้าของชื่อปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า



หากพระเจ้าได้หยุดเพื่อฟังในสิ่งที่คชาพูด


คชาก็นึกขอบคุณท่านเหลือเกิน...ที่ไม่เพิกเฉยต่อคำอธิษฐานของเขา




“นาย...” เต๋านิ่งเงียบไป ฝ่ามือหยาบยกขึ้นไล้ใบหน้าขาวจัดของอีกคน ปลายนิ้วโป้งปาดหยาดน้ำสีใสที่กำลังจะทำให้ใบหน้านี้ดูหม่นหมอง “ร้องไห้ทำไม?”






ในทันที่ที่สสิ้นสุดคำถามหยาดฝนเม็ดเล็กก็ค่อยๆโปรายปรายลงมาจากท้องฟ้า ผืนหญ้าสีเขียวกำลังซึมซับความชุ่มชื่นของมัน หากมันเป็นสายฝนที่โปรยปรายลงมาเพื่อปิดบังหยดน้ำตา คชาก็คิดว่ามันเป็นสายฝนที่ใจดีน่าดู 




สายฝนใจดีค่อยๆหนักหน่วงทีละนิด ปลายผมเปียกลู่ลงมาปิดปิดดวงตาของเต๋าจนคชาต้องเอื้อมมือไปปัดมันออก บางครั้งการได้สบตากัน ดูเหมือนจะสื่อสารอะไรได้ดีกว่าการเปล่งคำพูดซักร้อย ซักพันคำ




“นาย...” เต๋าขยับตัวเข้าไปใกล้ จนสามารถเห็นภาพตัวเองที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีนิลของอีกคน เต๋านึกออกแล้ว นึกออกแล้วว่าคำอะไรที่เหมาะกับคนที่ชื่อคชา




คชาดูสวยงาม



สวยงามไปหมด



แขนแกร่งโอบล้อมเอวบางของอีกคนเข้ามาใกล้




บางครั้ง...การกระทำก็ดูเหมือนว่าจะสื่อสารได้ดีกว่าคำพูดซักร้อย ซักพันคำ เต๋าขยับเข้าไปใกล้ไปหน้าของคชา แนบชิดจนในที่สุดแม้แต่อากาศก็ไม่มีโอกาสได้ลอดผ่าน เต๋าเคล้าเคลียอยู่ตรงริมฝีปากอ่อนนิ่มของอีกคน สายฝนตกกระทบไม่ได้ทำให้ความหอมหวานของรสจูบเจือจาง แต่กลับอ่อนหวานมากเสียจนเต๋าสามารถลืมรสบุหรี่ที่เพิ่งสูบมันมาเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วซะสนิท อ่อนหวานจนไม่อยากปล่อยไป




คชาสวยงามมากจริงๆ





“คชา” เต๋าพูดในขณะที่ริมฝีปากของเขาวนเวียนอยู่ตรงผิวแก้มสีอ่อน “นายจะไปกับฉันได้ไหม? ไปที่ไหนซักที่ ที่ไหนซักที่ที่ฉันจะสามารถอยู่กับนายได้ตลอดไป”




คชาดูอ่อนไหวจนเขาอยากจะทะนุถนอม



ดูอ่อนบางเสียจนเขาอยากจะปกป้อง



ดูสวยงามจนเต๋าอยากจะอยู่ด้วย....ตลอดไป

 

 

 

 

 

*


 



รูปปั้นสูงตระหง่านที่มีคนมาขอพรเกือบจะทุกวัน



คชาไม่รู้ว่าพระเจ้าจะได้ยินคำขอร้องที่เจ็บปวดของผู้คนมากมายเหล่านั้นหรือเปล่า ทว่าคชาก็ศรัทธาในตัวท่านเสมอมา คำสอนของท่านที่คชาเชื่อมาตลอดว่าตัวเองจำได้ขึ้นใจ ทว่าพอได้พบเจอกับใครบางคนคชาจึงเพิ่งเข้าใจ..



พระเจ้าสอนให้มนุษย์มีความเมตตา คชารู้ดี


แต่คชาลืมไป..ความเมตตามักก่อเกิดขึ้นมาพร้อมกับความรัก



แม้ความรักบางรูปแบบจะเป็นความรักที่คชาไม่อาจจะเข้าใจได้ก็ตาม




“มานั่งอยู่ทำไมตรงนี้ลูก ไปเช็ดผมเสียซิ เดี๋ยวก็เป็นไข้” เสียงคุณพ่อบาทหลวงที่ยืนยิ้มอยู่ไม่ไกล ดึงคชามาออกมาจากภวังค์ความคิด คนตัวบางยกยิ้มน้อย ทั้งที่ในใจยังคงหนักอึ้ง ตัดสินใจขยับริมฝีปากเอ่ยถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัยมาตลอด





“คุณพ่อครับ ถ้าเราเกิดลังเลในอะไรซักอย่าง ลังเลในทางเลือกสองทางที่มันแตกต่างกันมากเหลือเกิน เราควรจะทำยังไงครับ?”



ฝ่ามืออันอบอุ่นนั่น วางลงบนศีรษะของเขาดังเช่นทุกที



รอยยิ้มอ่อนโยนที่ไม่เคยหายไปจากใบหน้าถูกส่งตรงมาให้ดังเช่นทุกครั้ง





“อะไรบางอย่าง...คนอื่นอาจจะมองว่ามันแย่ แต่สุดท้ายแล้วมันกลับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา เพราะฉะนั้นไม่มีใครบอกได้หรอกกว่าทางไหนมันเหมาะกับเรา นอกจากตัวเราเอง...”




“คชาของพ่อโตแล้ว พ่อรู้...คชาจะต้องตัดสินในเรื่องต่างๆในชีวิตของตัวเองได้ เลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเองได้ เรื่องบางอย่างนะลูก ไม่ต้องไปพยายามหาคำตอบให้มันหรอก เพราะมันมีคำตอบอยู่ในใจเรามาตั้งแต่ต้นแล้ว”



คำตอบที่อยู่ในใจของคชามาตั้งแต่ต้น...



คชาไม่ได้ให้คำตอบเต๋าไป 



คชาไม่แน่ใจ...



อะไรบางอย่างที่ก่อเกิดขึ้นในใจเขามันจะมีค่าพอหรือเปล่า มีค่าพอที่เขาจะทิ้งคุณพ่อที่ดูแลเขามาตลอดเวลาที่เขาเหลือใครแม้กระทั่งผู้ให้กำเนิดไว้เบื้องหลัง มีค่าพอที่เขาจะลืมเสียงหัวเราะที่มีกับเฟรมน้องชายที่เขาเห็นมาตั้งแต่ยังเด็ก มีค่าพอที่จะหันหลังให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยมีได้หรือเปล่า?




คำตอบ...มันมีอยู่ในใจของเรามาตั้งแต่ต้นแล้วอย่างนั้นเหรอ?



















ควันสีหม่นล่องลอยละลิ่วแตกกระจายไปตามทิศทางลม นัยน์ตาคมมองดูมันล่องลอยจากไปในที่ไกลแสนไกล อาจจะลอยไปถึงปลายขอบฟ้าสีครามนั่น ก่อนที่ตัวเองจะพ่นควันระลอกใหม่ออกมาจากริมฝีปาก เต๋ายืนทำกริยาเช่นเดิมซ้ำๆ จนกระทั่งมีเสียงเอ่ยทักขึ้นมาเขาจึงหยุดการกระทำทุกอย่าง 




“มาสวดมนต์หรือลูก? คนอื่นเขากลับกันไปหมดแล้ว”




เต๋าหันไปหาที่มาของเสียง รอยยิ้มที่ถูกส่งมา ทำให้เต๋าพอจะรู้ว่า คชาถอดแบบความอ่อนโยนมาจากใคร




“บางทีผมอาจจะอยากสารภาพบาปนิดหน่อย” เต๋ายกยิ้มนิดๆ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ “ผมไม่ควรสูบมันที่นี่ใช่ไหม?” 




มือหนาปล่อยบุหรี่ที่ถูกใช้งานไปได้เพียงครึ่งมวนลงบนพื้นหญ้า ฝ่าเท้าที่ถูกห่อหุ้มด้วยรองเท้าสีดำตามไปบดขยี้มันจนแทบแหลกละเอียด เต๋าเงยหน้าขึ้นสบตากับชายชราตรงหน้าก่อนจะเอ่ยออกมา



“ผมขอเข้าไปข้างในซักหน่อยได้ไหม?”









“คุณพ่ออยู่คนเดียว?” เต๋าถามในขณะที่แสร้งเบนสายตาไปรอบๆ จนบัดนี้เขาก็ยังรับรู้ได้ว่าชายชรายังคงมีแววตาที่อ่อนโยนให้เขา




“ลูกๆที่อยู่ด้วยออกไปข้างนอกน่ะ”



“ครับ...” 



ความเงียบไม่ได้ทำให้อึดอัดแต่มันก็ทำให้เต๋าต้องขยับตัวอยู่บ่อยๆ รูปปั้นสูงตระหง่านดูน่าเคารพทว่าทุกครั้งที่เห็นเต๋ากลับเบนหน้าหนีอย่าไม่ใส่ใจ ไม่ได้รู้สึกศรัทธา มันเป็นเรื่องปกติที่คนซึ่งอยู่ในวังวนสกปรกอย่างเขาจะไม่ศรัทธาในสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าอยู่แล้ว



“คุณพ่อ...”



“ถ้าคุณพ่อจะยกของรักให้ใครซักคน คุณพ่อจะยกให้เขาเพราะเหตุผลอะไร”




“อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าเพราะเขาสามารถดูแลของรักของพ่อได้ เพราะสิ่งนั้นเป็นของรักของพ่อ เพราะฉะนั้นพ่อจึงต้องมั่นใจว่าเขาจะสามารถดูแลของรักของพ่อได้อย่างดีที่สุด” ชายชราทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เต๋า สายตาอ่อนโยนนั่นมองตรงไปข้างหน้า




“แล้วสมมติ สมมติว่าผมจะขอของรักของคุณพ่อ...”




“ลูกก็ต้องดูแลของรักของพ่อให้ดี ดูแลของรักของพ่อไปตลอดชีวิต ถ้าทำได้อย่างนั้น ก็ไม่มีเหตุผลที่พ่อจะไม่ยกให้”













*













คชาดื้อดึงจะทำงานของตัวเองให้เสร็จอีกแล้ว




สายฝนสาดกระทบหลังคาจนดูเสียงดังน่ากลัวและเขาก็ไม่เคยนึกชอบเสียงแบบนี้เอาเสียเลย คชาละมือจากหนังสือสวดมนต์พลางถอนหายใจ บางทีก็นึกรำคาญในความดื้อของตัวเองเหมือนกัน เอื้อมมือคว้าร่มที่ใกล้มือมาถือไว้ อะไรบางอย่างทำให้คชานึกถึงค่ำคืนหนึ่งที่ฝนตกไม่ต่างจากวันนี้




เสียงลมหายใจผะแผ่วดังขึ้น เสียงฝีเท้าดังกระชั้นเข้ามาใกล้ น้ำที่เจิ่งนองแตกกระจายเป็นวงกว้าง ถึงแม้จะสัมผัสได้ ทว่าคชาก็เลือกที่จะเพิกเฉยต่อมัน นัยน์ตาก้มมองหยาดฝนที่ตกกระทบซีเมนต์สีหม่น คชากำลังเฝ้ารอ เฝ้ารอให้เจ้าของฝีเท้านั่นเดินตรงเข้ามาหา



เพียงชั่วอึดใจ




ร่างบอบบางถูกโอบรัดด้วยลำแขน ใบหน้าขาวใสซบอยู่กับเสื้อที่ชุ่มน้ำฝน ทว่ากับทำให้รู้สึกอบอุ่น ริมฝีปากบางขยับเอื้อมเอ่ยคำพูดที่ไม่ได้ดังไปมากกว่าเสียงกระซิบ แต่กลับชัดเจนท่ามกลางเสียงสายฝน




บางคำถาม..


มีคำตอบที่ชัดเจนในใจเราอยู่แล้ว




“ผมอยากจะไป...ที่ไหนซักที่กับคุณ”







 






คชาเพิ่งจะตัดสินในทำเรื่องที่คัญที่สุดในชีวิต คชาละทิ้งคนสำคัญไว้ข้างหลัง ชั่วขณะหนึ่งเขาลืมแม้กระทั่งความกังวลว่าคุณพ่อจะมีอันตรายหรือเปล่า เฟรมจะอยู่ยังไง เรื่องที่เขาทำคชารู้ดีว่ามันอาจจะดูอกตัญญู ไม่มีเหตุผล และดูเอาแต่ใจ แต่คำตอบในใจมันก็ชัดเจนจนเขาไม่สามารถปฏิเสธได้ 




ความรักในรูปแบบที่คชาไม่เคยรู้จัก...ตอนนี้มันกำลังปกคลุมไปทั่วทั้งหัวใจของเขา



เต๋ากระชับฝ่ามือของเขาในขณะที่กำลังเดินแทรกตัวฝ่าผู้คนที่สับสนวุ่นวาย มันเป็นเรื่องจริง เวลานี้เต๋ากำลังกุมมือของคชาอยู่ ปลายเท้าทั้งสองข้างหยุดเดิน เต๋าหันกลับไปหาเจ้าของร่างบอบบาง ฝ่ามือข้างหนึ่งยกขึ้นมาจัดหมวกที่สวมอยู่บนศีรษะของคชาให้เข้าที่



มันเป็นเรื่องจริง...ตอนนี้เต๋าที่ไม่เคยใส่ใจต่อใครหน้าไหนในโลก กำลังเอาตัวไปผูกติดกับคนที่ชื่อคชา



มันคงเป็นความรัก...
 
 
 


ความรัก ที่มักจะไม่มีใครให้คำตอบได้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่...อาจจะตั้งแต่วินาทีแรกที่สบตา หรือช้ากว่านั้น ถึงอย่างไรมันก็เกิดขึ้นมาแล้ว
 
 

ความรัก...ที่ทำให้เต๋าหลงลืมความเป็นตัวเอง
 


ความรัก...ที่ทำให้คชาสูญสิ้นในสิ่งที่ตัวเองเคยคิด 



ความรักที่ทำให้...ทั้งคู่กลายเป็นอีกคนที่ตัวเองไม่เคยรู้จัก ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำ



ความรัก...ที่ทำให้โลกใบนี้หมุนไป




“คชา” เต๋าเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก พลางประคองไหล่ของคชาไว้อย่างเบามือ เต๋ากวาดตามองไปรอบๆกายก่อนจะมาหยุดลงที่ดวงตาของคชาอีกครั้ง “ฉันมีเรื่องต้องไปจัดการ...ถ้าฉันมาไม่ช้า นายช่วยล่วงหน้าไปก่อน ฉันเขียนที่อยู่ไว้ให้ในกระดาษนี่แล้ว” 


ตั๋วเครื่องบินและกระดาษอีกสองสามใบถูกจับยัดใส่มือของคชา คชาใช้มือข้างที่ว่างกำชายเสื้อของเต๋าไว้แน่น เงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของคำพูดเมื่อครู่นิ่ง ใช่ว่าเต๋าเห็นความกังวลในดวงตาคู่นั้น ปลายหางตารื้นน้ำเสียจนเต๋าไม่อาจทนมองได้แม้แต่เสี้ยววินาที




“ไม่เอา ไม่เอาแบบนี้ได้ไหม? เต๋า”




“ฉันสัญญาคชา สัญญาว่าคุณพ่อกับน้องชายนายจะต้องไม่เป็นอะไร สัญญาว่าฉันจะรีบจัดการทุกอย่างให้เสร็จ สัญญาว่าหลังจากนี้ไป ฉันจะใช้ทั้งเพื่อชีวิตดูแลนาย เชื่อฉันนะ...เชื่อฉัน”




ได้โปรดเชื่อฉันคชา...



เต๋าไม่เคยให้สัญญากับใคร...หากคิดว่าตัวเองทำไม่ได้











*










“บอสเอาดอกไม้ที่เหลือเข้าตู้แช่ให้แล้วนะฮะ พี่คชา” เสียงใสๆเรียกให้คชาหันไปหา เจ้าของชื่อยกยิ้มบางเบาแล้วเอ่ยตอบ




“ขอบใจมากเลยนะ บอส” 




เด็กหนุ่มตัวเล็กพยักหน้ารับถี่ๆ บอสคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นมาขึ้นมาสะพายบนไหล่ ดวงตาสอดส่ายหาใครบางคนที่บอกไว้ว่ากำลังจะมา




“อ่ะ เบนมาแล้ว บอสกลับแล้วนะฮะ ดึกแล้วยังพี่คชาก็ระวังตัวด้วยนะฮะ” บอสโค้งตัวเป็นการบอกลาครั้งสุดท้าย ก่อนจะรีบวิ่งไปหาใครอีกคนที่รออยู่ด้านนอก 




นัยน์ตาสีนิลของคชามองผ่านกระจกใส แผ่นหลังของคนคู่ที่กำลังเกาะกุมมือกันค่อยๆจางหายไปในความมืด ความเงียบกำลังคืบคลานเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนอีกครั้ง ความเงียบที่กัดกินใจเกินกว่าจะหาคำใดมาอธิบายได้ มันวังเวงและเศร้าสร้อยจนหัวใจของคชารู้สึกเจ็บปวด เข็มนาฬิกาเรือนโตที่ผนังกำลังเดินทางไปอย่างเชื่องช้า




และทรมานในความรู้สึก





นานแค่ไหนแล้ว...



วันเวลาที่เดินทางวนเวียนไปอย่างซ้ำๆ พระอาทิตย์ตกเพื่อเปิดทางให้พระจันทร์ขึ้นมาส่องสว่าง



วงจรของวันเวลา...ที่ไม่เคยนำพาเงาของใครบางคนมาให้คชาได้เห็นเลย...




คำสัญญาของเต๋า



คชาก็เชื่อมั่นกับคำสัญญานั้นเสมอ





“อ๊ะ!...” เสียงดังที่ประตูทำให้คชาสะดุ้ง ฝ่ามือที่วางอยู่บนโต๊ะชักเข้าหาตัวเพราะอาการตกใจ ดวงหน้าสวยเบ้ลงด้วยความเจ็บปวดเมื่อมือปัดไปโดนกรรไกรตัดกิ่งจนได้แผล รอยเลือดที่ซึมออกมาเล็กๆทำให้คชาต้องถอนหายใจเบาๆ 



คชาหยัดตัวลุกขึ้นแล้วผงะไปด้านหลังเล็กน้อย เมื่อมีโอกาสได้เหลือบตามองต้นเหตุของเสียงชัดๆ ร่างของใครบางคนที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ เพราะหรี่ไฟไปตั้งแต่ก่อนต้นจะกลับ เวลานี้คชาจึงไม่สามารถเห็นสิ่งใดได้ถนัดนัก แม้แต่ใบหน้าของผู้มาเยือนก็ตาม




เมื่อร่างนั้นเข้ามาใกล้จนสายตาสามารถรับภาพได้ถนัดแล้ว...ทุกความกลัวก็จางหาย


มือของอีกคนดึงฝ่ามือของคชาเข้าหาตัว...




“เจ็บไหม?” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยถามแทรกผ่านความเงียบ คชาส่ายระรัว บาดแผลเล็กน้อยนั่นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดและคชารู้ดีว่าน้ำตาที่กำลังไหลเปื้อนแก้มกับเสียงสะอื้นที่สั่นเครือก็ไม่ได้มาจากความเจ็บปวดเช่นกัน 




“ไม่เจ็บแล้วร้องไห้ทำไม? ฉันน่ะไม่ชอบเห็นน้ำตานายเลยนะ”



คชาปล่อยให้ความเงียบเป็นตอบในทุกคำถามที่อีกฝ่ายอยากรู้ บางคำถามไม่ได้ต้องการคำตอบเสมอไป...




“ขอโทษนะ ฉันมาช้าไปหน่อย...” 




คชาส่ายหน้าอีกครั้ง ความเงียบยังคงเป็นคำตอบของเขาอย่างสม่ำเสมอ ร่างทั้งร่างถูกโอบล้อมด้วยความอบอุ่น อ้อมกอดของคนคนนี้ยังคงทำให้คชาน้ำตารื้นได้ดังเช่นก่อนที่จะจากกัน คนที่ความคิดของคชาพาดผ่านไปหาอยู่ทุกชั่วขณะ



คิดถึงอยู่ทุกลมหายใจ




“ขอโทษจริงๆนะ ขอโทษ...” 




“เต๋า” มันเป็นคำพูดเดียวที่คชาพอจะนึกออก คชาอยากเรียกชื่อคนตรงหน้าซ้ำๆ เพื่อยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความฝัน หรือแม้หากเป็นเพียงความฝัน คชาก็อยากจะภาวนาต่อพระเจ้าว่าขอให้คชาคนนี้ได้หลับไหลตลอดไป ฝ่ามือเล็กกำเสื้อตรงหน้าอกของอีกคนไว้จนฝ่ามือรู้สึกเจ็บ เต๋ากอดเขาแน่นเสียใจคชารับรู้ได้ถึงเสียงหัวใจของเจ้าของอ้อมกอดที่เต้นถี่รัว



หัวใจของคชาก็เต้นรัวไม่ต่างกัน



และมันยืนยันว่าตอนนี้คชาไม่ได้ฝันไป




“ฉันกลับมาหานายแล้ว”






หากตอนนี้หัวใจเต้นแรงเพราะอ้อมกอด





คชาก็คิดว่ามันสั่นสะท้านเพราะจูบด้วยเช่นกัน...





สัมผัสบางเบาที่ริมฝีปากกำลังทำหน้าที่เอ่ยแทนคำพูดทั้งหมด...






เต๋าจะใช้ทั้งชีวิตเพื่อดูแลคชา






 

....จากนี้และตลอดไป



 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

.fin

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

NOTE
Thanks for reading na ka : )
ไม่น่าเชื่อว่าฟิคภาษาดวกดาดเกินทนจะมีคนอ่านด้วย :D
ถ้าใครอ่านจบแล้วมีข้อสงสัยก็ลืมๆมันไปนะคะ 555
จริงๆแล้วเราไม่ได้ต้องการให้ทุกอย่างกระจ่างแต่ต้น
มันเป็นตอนเดียวจบด้วยซ้ำ ที่แบ่งไว้เพราะขี้เกียจจัดหน้าแค่นั้นเองค่ะ
ถ้าใครทนอ่านมันจนจบทั้งๆที่ฟิคมันมึนเมาขนาดนี้ เราเองก็ขอบคุณมากๆค่ะ

คงได้เจอกันใหม่ เมื่อเรามีฟิคเต๋าคชาสักเรื่องที่เขียนจบค่ะ
^_________^